4-5

อาการวัยทองมักเกิดขึ้นกับผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 40  ปีขึ้นไป อาการที่เกิดขึ้นกับสภาพร่างกายนี้จะมีความรุนแรงมากน้อยแตกต่างกัน อีกทั้งแต่ละคนจะมีอาการที่เผชิญไม่เหมือนกัน หากอย่างไรก็ตามแล้ว คุณสามารถตรวจสอบหรือพิจารณาว่าตนเองเข้าสู่ภาวะวัยทองแล้วหรือไม่ โดยพิจารณาได้จากอาการดังต่อไปนี้ค่ะ
1. ร้อนวูบวามตามร่างกาย เป็นอาการแรกเริ่มสำหรับผู้หญิงวัยทองทั่วไป ส่วนมากจะเกิดขึ้นเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ภายใน 1-5 นาทีเท่านั้นแล้วจะหายไปเอง แต่ก็ก่อให้เกิดความหงุดหงิดน่ารำคาญไม่น้อยเช่นกัน

  1. ปัญหาระบบทางเดินปัสสาวะ เกิดการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ ทางเดินปัสสาวะมีปัญหาส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับสตรีที่หมดประจำเดือนไปแล้ว นอกจากนี้ ยังพบการอักเสบภายในช่องคลอดอีกด้วย
  2. ปัญหาด้านการมีเพศสัมพันธ์ จะรู้สึกเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์เนื่องจากน้ำหล่อเลี้ยงลดน้อยลงหรือช่องคลอดแห้งและบอบบางลงนั่นเอง อีกทั้งยังประสบปัญหาการตอบสนองและความต้องการทางเพศที่เสื่อมประสิทธิภาพต่ำลงด้วยไปด้วย
  3. อารมณ์แปรปรวน มีปัญหาทางด้านสภาวะอารมณ์ที่มักหงุดหงิดและแปรปรวนง่าย ประสิทธิภาพของการควบคุมอารมณ์เป็นไปไม่ดีและจะมีผลกระทบกับการใช้ชีวิตตามมาได้

4-1

  1. ประจำเดือนมาผิดปกติ จะพบว่าประจำเดือนเริ่มมาผิดปกติ บางครั้งอาจจะมีมามากหรือน้อยแตกต่างกันไปและพบได้ในช่วงที่ใกล้จะหมดประจำเดือน
  2. ระบบความจำเสื่อมประสิทธิภาพ ระบบการทำงานของสมองเสื่อมลงทำให้ความจำเสื่อมง่าย มีอาการหลงๆ ลืมๆ เป็นประจำและยังเกิดอาการความจำสั้นได้ด้วย
  3. เสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงตามมา ผู้ที่เข้าสู่วัยทองเป็นช่วงวัยที่มีโอกาสในการเกิดโรคต่างๆ ตามมาหลายโรค ซึ่งล้วนโรคร้ายแรงด้วยกันทั้งนั้น เช่น โรคหัวใจ กระดูกพรุน หลอดเลือด อัลไซเมอร์และโรคมะเร็งเต้านม เป็นต้น

สำหรับการรักษานั้น เนื่องจากในปัจจุบันมีสารที่ได้จากธรรมชาติหลายชนิดที่พิจารณาให้นำมาใช้เพื่อบรรเทาอาการในวัยทองได้ โดยเป็นสารสกัดที่ได้จากถั่วเหลืองซึ่งเป็นสารสำคัญในกลุ่ม Isoflavones มีประสิทธิภาพเพื่อการบรรเทาอาการวัยทองได้หลายอาการ นอกจากนี้ ยังมีผลต่อการช่วยป้องกันโรคหัวใจ เสริมสร้างหลอดเลือดและบำรุงกระดูกให้แข็งแรง อีกทั้งยังมีผลช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลในกระแสเลือดได้ด้วย อย่างไรก็ตาม การจะนำสารดังกล่าวมาใช้บรรเทาอาการนั้นก็ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

4-2วิธีรับมือเบื้องต้นเมื่อเกิดอาการวัยทอง
– หลีกเลี่ยงจากสถานที่ที่มีอากาศร้อน โดยให้ไปอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็นถ่ายเทสบายเพื่อให้เกิดความสดชื่น
– ห้องนอน ควรเป็นห้องนอนที่อากาศเย็น ไม่ร้อนอบอ้าวหรือควรปรับอุณหภูมิอากาศให้เย็นสบายขณะนอน
– เมื่อรู้สึกร้อน แนะนำให้ดื่มน้ำเย็นจะช่วยให้รู้สึกสดชื่น ผ่อนคลายได้
– การรับประทานอาหาร ควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารรสเผ็ดร้อน เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้รู้สึกร้อนและหงุดหงิดง่ายขึ้น
– หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มสุราและไม่ควรสูบบุหรี่
– พยายามทำใจให้สบาย ผ่อนคลาย ไม่เครียด และถ้าหากเกิดความเครียด ควรทำใจปล่อยวาง หายใจเข้า-ออกยาวๆ ลึกๆ ช้าๆ

4-3

– หากรู้สึกหนาวให้สวมเสื้อผ้าหนาๆ เพื่อสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกายหลายชั้น แต่หากร้อนก็ถอดออกทีละชิ้นจนรู้สึกสบายตัว
– ผู้ป่วยบางท่านแพทย์จะแนะนำให้ทานวิตามินอีซึ่งจะช่วยลดอาการดังกล่าวได้ร้อยละ 40 clonidine และยาช่วยลดอาการซึมเศร้าในกลุ่ม SSRI เช่น Prozac Zoloft รวมถึงอาหารประเภทถั่วเหลืองเพราะสามารถช่วยบรรเทาอาการร้อนวูบวาบตามตัวได้

4-4

การแก้ปัญหาช่องคลอดแห้งในผู้หญิงวัยทอง
ผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทองมักจะเกิดอาการช่องคลอดแห้ง รู้สึกเจ็บในขณะมีเพศสัมพันธ์อีกทั้งยังมีอาการปวดปัสสาวะบ่อยครั้ง โดยปัญหาเหล่านี้ย่อมส่งผลให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างไม่มีความสุขได้เท่าที่ควรนัก ดังนั้น เราจึงต้องรับมือแก้ไขปัญหาดังกล่าวไปพร้อมกัน สำหรับสาเหตุของช่องคลอดแห้งนั้นเกิดจากเนื้อเยื่อภายในช่องคลอดและกระเพาะปัสสาวะฝ่อลงจึงทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว หากร่างกายของคุณมีข้อต้องห้ามไม่ควรให้รับประทานฮอร์โมนทดแทนหรือผู้ป่วยไม่อยากรับฮอร์โมนทดแทนอาจจะเพราะกลัวความเสี่ยงเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพด้านอื่นๆ ตามมาก็สามารถทาฮอร์โมนเอสโตรเจนในบริเวณของช่องคลอดได้ ซึ่งระดับยาในเลือดจะมีน้อยกว่าชนิดรับประทาน 1 ใน 4 แต่จะส่งผลดีต่อช่องคลอดได้มากกว่าชนิดรับประทานถึง 4 เท่า และข้อควรรู้เกี่ยวกับการใช้ยาครั้งแรกนั้น คุณควรทาทุกวันหลังจากนั้นก็ให้ทาสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งหรือแล้วแต่การปรับใช้ของผู้ป่วย นอกเหนือจากนี้ ผู้ป่วยบางท่านอาจใช้ยาที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ช่องคลอดแต่ไม่ทำให้เนื้อเยื่อของช่องคลอดหนาตัวเพิ่มขึ้นร่วมด้วยก็ได้

หากทราบแล้วว่าอาการของผู้หญิงวัยทองนั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งแต่ละอาการก็มีความหลากหลายแตกต่างกันไปขึ้นอยู่ที่ระดับฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไม่เท่ากัน ทั้งนี้ หากท่านใดที่อยู่ในวัยทองหรือกำลังเข้าสู่ช่วงวัยทองหากคุณได้ทราบรายละเอียดและรับมือกับอาการดังกล่าวกันตั้งแต่ตอนนี้ เชื่อว่าเมื่ออาการวัยทองมาเยือนเต็มที่แล้ว สภาพร่างกายและจิตใจของคุณก็ย่อมต้านทานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำให้การดำเนินชีวิตของคุณมาพร้อมความสุขกายสบายใจได้อย่างปกติได้ด้วยเช่นกัน อย่าลืมว่าวัยทองไม่ได้มีอาการใดน่ากลัวร้ายแรง เพราะหากเรารับมือใส่ใจสุขภาพให้แข็งแรง ควบคุมสติและอารมณ์ให้ปล่อยวางกับทุกสิ่ง ใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลายมาได้ตลอดก็ย่อมบรรเทาความหงุดหงิดหรืออาการเจ็บปวดต่างๆ ยามมีปัญหาได้ไม่มากก็น้อยแน่นอนค่ะ

เครื่องสำอางเกาหลีพร้อมส่ง สต้อคแน่น etude House Tint My Brow Gel 5 g.

เจลเขียนคิ้ว ช่วยให้สีคิ้วติดทนนาน ไม่หลุดลอก

.. วิธีใช้ .. อีทูดี้

1. ตกแต่งรูปคิ้วให้เรียบร้อย ห้ามใช้ skincare และ makeup จากนั้นใช้เจลระบายลงบนคิ้วตามรูปทรงที่ต้องการ

2. รอให้แห้งอย่างน้อย 2 ชั่วโมง แนะนำใช้ก่อนนอนแล้วลอกออกตอนเช้าค่ะ

3. หลังจากเจลแห้งสนิท ค่อยๆ ลอกจากหางคิ้วมาหัวคิ้ว

4. หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ Cleansing บริเวณคิ้ว ในระยะเวลา 24 ชั่วโมง

เครื่องสำอางเกาหลี อีทูดี้ etude

 

3-1

หากพูดถึงคำว่า ‘วัยทอง’ ไม่มีใครหรอกที่อยากเข้าสู่ช่วงวัยนี้ เพราะอย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าวัยทองไม่ว่าจะในผู้หญิงหรือผู้ชายก็คือช่วงวัยที่สภาพร่างกายเสื่อมสภาพลง และเป็นช่วงโอกาสของการเกิดโรคต่างๆ ตามมาอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีภาวะทางด้านสภาพจิตใจตามมาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความเครียดซึ่งเกิดจากปัญหาการใช้ชีวิตด้านอื่นๆ จนส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้าตามมาพร้อมกัน สำหรับอาการและความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายนั้น ผู้ที่เข้าสู่วัยทองย่อมมีสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงวัยด้วยกันอยู่แล้ว และอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับวัยทองรวมถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ นั้นจะมีอะไรบ้าง วันนี้เราจะมาแจกแจงให้ได้ทราบกันอย่างละเอียดดังนี้แล้วค่ะ

  1. เยื่อบุโพรงมดลูกบาง เมื่อเข้าสู่วัยทองผู้หญิงจะมีปัญหาในด้านของการหมดประจำเดือน โดยอาการเหล่านี้มีสาเหตุมาจากฮอร์โมนของเพศหญิงที่ลดระดับลง ส่งผลให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางลงและอาจมีการเติบโตขึ้นบ้างเล็กน้อยหรือบางรายก็อาจจะห่อเหี่ยวไปในที่สุด
  2. กล้ามเนื้อมดลูกบางลง ขนาดของกล้ามเนื้อมดลูกจะลดลง สำหรับน้ำหนักเมื่อเทียบจากช่วงวัยเจริญพันธุ์ก็สามารถลดลงระดับลงจาก 120 กรัมเหลือเพียง 25-30 กรัมโดยเฉลี่ยได้
  3. ผนังช่องคลอดเสื่อมสภาพ จะมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับระบบช่องคลอดกล่าวคือ ช่องคลอดจะบอบบาง สั้น แคบ สูญเสียความยืดหยุ่น อารมณ์ทางเพศจะลดลงส่งผลให้ไม่มีน้ำหล่อลื่นขณะร่วมเพศจึงอาจเกิดความรู้สึกเจ็บได้ ความเป็นกรด-ด่างภายในช่องคลอดเกิดการเปลี่ยนแปลง ระบบต่อต้านเชื้อแบคทีเรียถูกทำลายจึงส่งผลให้เกิดการติดเชื้อตามมาง่ายขึ้นและเกิดภาวะของการอักเสบร่วมด้วยได้
  4. เต้านมหย่อนยานและเล็กลง เนื่องจากปริมาณไขมันในเต้านมจะลดลง จำนวนต่อมของน้ำนมก็ลดน้อยลงไปด้วย ผิวหนังของบริเวณเต้าจะเกิดรอยเหี่ยวย่น ไม่เต่งตึงกระชับเหมือนสมัยยังสาว ด้วยสาเหตุดังกล่าวจึงส่งผลให้ขนาดเต้านมเล็กลงตามได้

3-2

  1. ระบบปัสสาวะเสื่อมประสิทธิภาพ มีอาการกลั้นปัสสาวะเอาไว้ไม่อยู่ เพราะเมื่อเข้าสู่วัยทองผนังเยื่อบุของกล้ามเนื้อปัสสาวะก็จะบอบบางลงตามช่วงวัย ทำให้การควบคุมปัสสาวะเป็นไปได้ไม่ดีเท่าที่ควร หลายครั้งเมื่อเกิดอาการจามหรือไอก็อาจจะมีปัสสาวะเล็ดออกมาและมีความเสี่ยงในการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบเอาได้ง่ายๆ อีกด้วย
  2. ผิวหนังและเส้นผม สภาพผิวหนังจะแห้งกร้าน หยาบบาง ไม่ยืดหยุ่นเต่งตึงเหมือนครั้งยังสาว ไร้ซึ่งความเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล ใบหน้ามีริ้วรอยเหี่ยวย่น ฝ้าและกระเกิดขึ้นได้ง่าย มีอาการผิวแพ้ง่าย เกิดผื่นแพ้และง่ายต่อการอักเสบ สำหรับปัญหาเส้นผมและหนังศีรษะ เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงลดลงจึงทำให้การงอกของเส้นผมใหม่ลดปริมาณลงด้วยและส่งผลให้เกิดปัญหาหนังศีรษะบางตามมาได้พร้อมกัน
  3. ประสิทธิภาพความจำเสื่อม ผู้ที่อยู่ในช่วงวัยทองนอกจากสภาพร่างกายผิวพรรณด้านอื่นๆ จะเสื่อมลงแล้ว ประสิทธิภาพทางการจดจำหรือการทำงานของสมองก็ย่อมพร่าเลือนลงด้วย โดยเฉพาะความจำระยะสั้นมักจะเกิดอาการหลงลืมง่ายมาก จากที่เคยเป็นคนมีความมั่นใจก็พลอยขาดความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น หากร่างกายขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นระยะเวลานานก็ย่อมส่งผลให้เกิดภาวะปัญหาสมองเสื่อมหรือเกิดโรคอัลไซเมอร์ขึ้นได้ ดังนั้น ผู้ป่วยวัยทองจึงต้องเตรียมพร้อมสำหรับการรับฮอร์โมนทดแทนไปพร้อมกันด้วย
  4. กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ ผู้ป่วยวัยทองจะเกิดความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน เพราะช่วงวัยนี้จะมีกระดูกที่เปราะบางหักง่าย เพราะร่างกายขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนที่คอยทำหน้าที่ควบคุมแคลเซียมในร่างกาย หากร่างกายมีฮอร์โมนดังกล่าวตามปกติก็จะสามารถส่งไปหล่อเลี้ยงเพื่อเสริมสร้างเนื้อเยื่อกระดูกให้มีประสิทธิภาพแข็งแรงได้ โดยภาวะนี้เราเรียกกันว่า ‘ภาวะกระดูกผุกร่อน’
  5. สุขภาพเล็บเปราะหักง่าย เพราะฮอร์โมนจากร่างกายที่ขาดหายไป ไม่เพียงส่งผลให้สุขภาพเส้นผม หนังศีรษะ ผิวพรรณและส่วนอื่นๆ เสื่อมสภาพลงตามแต่เพียงเท่านั้น แต่สุขภาพของเล็บเองก็พลอยได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน กล่าวคือผู้ป่วยวัยทองจะมีปัญหาเล็บที่บาง เปราะหักและแตกฉีกง่ายตามมาด้วย

เมื่อผู้หญิงเราเข้าสู่วัยทองกันแล้วจะเห็นได้ว่าสภาพของร่างกายเกิดความเสื่อมสภาพไปตามวัยหลายอย่าง ทั้งนี้ หากสาวๆ เราได้ทราบกันตั้งแต่เนิ่นๆ ถึงความเปลี่ยนแปลงทางร่ายกายแล้วก็ย่อมทำให้เรารับมือสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนเข้าสู่วัยทองได้ อาการต่างๆ จะได้ไม่เป็นปัญหาหรือส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตตามมาได้ด้วยค่ะ

ชุดเครื่องนอนสวยๆ ผ้าปูที่นอนพร้อมส่ง ร้านนี้เลยจร้าาา

http://dreamhouse.in.th/

เทศกาลปีใหม่ใกล้เข้ามาในอีกไม่กี่อึดใจ…

💰ราคาพิเศษ 1 ชุด 750 บาท (ได้ทั้งชุด)🔥🔥
💰สั่งซื้อชุดเครื่องนอน 6 ชุด ราคาเพียง 630 บาท
📩ลงทะเบียนไม่ได้ น้ำหนักเกิน📩 📮🚚
📮ปณ.ธรรมดา +80 บ. ต่อชุด📮
📫Ems +170 บ. ต่อชุด📫
สั่งจริง โอนจริง ไม่มีโกง แม่ค้าใจดีสุดๆ
#เนื้อผ้าหนา นุ่มนิ่ม ไม่เป็นขุย ไม่ตกสี👍👌
ขนาด 6 ฟุต 6 ชิ้น
ประกอบด้วย
🌟ผ้าห่มนวม 1 ชิ้น(หนานุ่มนิ่ม)
🌟ผ้าปูที่นอน 1 ชิ้น(รัดมุม)
🌟ปลอก️หมอน 2 ชิ้น
🌟ปลอกหมอนข้าง 2 ชิ้น
————————————————–
(ขนาด 3.5 และ 5ฟุต ต้องเสียค่าตัดเพิ่ม 40 บาทนะจ๊ะ)
สั่งสินค้าง่ายๆ เลยคะ แม่ค้าใจดี ยินดีตอบคำถามคะ 🌅🌃
สั่งซื้อง่ายๆเลยคะ

ชุดเครื่องนอน

 

2-2

ผู้หญิงเราเมื่อเข้าสู่อายุ 45-52 ปีหรืออายุอาจจะน้อยกว่า 45 ปี การสร้างฮอร์โมนเพศในรังไข่จะทำงานลดน้อยลง จนหยุดสร้างในที่สุดซึ่งผู้หญิงวัยนี้จะเข้าสู่ช่วงของการหมดประจำเดือนนั่นเอง รวมทั้งผู้หญิงที่ไม่มีประจำเดือนเนื่องจากได้รับการผ่าตัดเอามดลูกและรังไข่ทั้งสองข้างออกไป ส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของประจำเดือนที่มีปริมาณมากขึ้นหรือลดน้อยลงได้ หรือช่วงระยะเวลาของการมีประจำเดือนอาจจะเว้นระยะห่างออกไป แต่หากพบว่าไม่มีประจำเดือนติดต่อกันเป็นเวลานานถึง 12 เดือน นั่นก็หมายความว่าผู้หญิงวัยนั้นเข้าสู่ช่วงวัยของการหมดประจำเดือนอย่างถาวรแล้วหรืออาจเรียกอาการนี้อีกอย่างหนึ่งว่า “วัยทอง”

 

อาการวัยทองรำลึกในผู้หญิงส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในช่วงที่ผู้หญิงเราก้าวพ้นวัยรุ่นและวัยเจริญพันธุ์ไปแล้ว โดยจะเกิดขึ้นตามสภาวะการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ บางรายจะเริ่มพบว่ามีปัญหาสุขภาพเกิดขึ้นประปรายไม่ว่าจะเป็นด้านของอารมณ์ที่แปรปรวน หงุดหงิดง่ายและบ่อยรวมทั้งมีอาการร้อนหนาวตามตัวโดยไม่ทราบสาเหตุร่วมด้วย สำหรับวิธีแก้ปัญหาของอาการเหล่านี้ แนะนำให้พาตัวเองไปอยู่ในสถานที่หรือบริเวณที่มีอากาศเย็นสบาย เมื่อรู้สึกร้อนวูบวาบก็ควรดื่มน้ำเย็น หลีกเลี่ยงการทานอาหารรสเผ็ดร้อน เลี่ยงเครื่องดื่มสุราหรือมีส่วนผสมจากแอลกอฮอล์ และหากพบว่าตัวเองเครียดก็ควรรีบปรับสภาพจิตใจโดยหายใจเข้าออกลึกๆ ช้าๆ ยาวๆ พร้อมกันและหมั่นทำใจให้สงบนิ่ง ส่วนการรับประทานอาหารแนะนำให้ทานอาหารประเภทถั่วเหลืองเพราะจะช่วยบรรเทาอาการร้อนตามเนื้อตัวได้ แต่หากมีอาการหนาวแนะนำให้สวมเสื้อผ้าหลายชั้นเพื่อสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย

4 ปัจจัยที่กระตุ้นให้เข้าสู่วัยทองเร็วกว่าปกติ
1. ผู้ที่สูบบุหรี่ในปริมาณมากและสูบมาเป็นระยะเวลานาน
2. ผู้หญิงที่ผ่าตัดเอารังไข่ออกไปข้างหนึ่งเมื่อครั้งอายุยังน้อย
3. ผู้ที่มีภาวะทุพโภชนาการ
4. เกิดจากกรรมพันธุ์

2-1

อาการวัยทองสามารถแบ่งออกได้ 2 ระยะ คือ ระยะสั้นและระยะยาว โดยมีรายละเอียดดังนี้
อาการระยะสั้น
1.
อาการทางระบบประสาท ผู้ป่วยจะมีอาการร้อนวูบวาบตามลำตัวและใบหน้า เหงื่อออกในตอนกลางคืน นอนไม่หลับ อารมณ์ไม่นิ่ง หงุดหงิดและขี้ลืมง่าย
2. อาการทางระบบปัสสาวะ บางท่านจะมีอาการปวดปัสสาวะบ่อยขึ้น และไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้ในเวลาจามหรือไอ
3. อาการทางระบบสืบพันธุ์ ผู้หญิงวัยทองจะพบว่าช่องคลอดแห้ง บางลง รู้สึกเจ็บปวดในขณะร่วมเพศสัมพันธ์ พร้อมกันนี้ สภาพช่องคลอดและมดลูกอาจจะหย่อนยานและมีผลการตอบสนองในอารมณ์ทางเพศลดลงไปด้วย
4. อาการทางผิวพรรณ ผู้หญิงบางท่านจะมีอาการผิวหนังแห้ง คันยุบยิบ สภาพเล็บเปราะบางแตกหักง่าย เส้นผมหลุดร่วงและหนังศีรษะบางง่าย

อาการระยะยาว
ผู้หญิงวัยทองในระยะนี้จะมีอาการที่เกิดจากโรคต่างๆ ที่แทรกตัวเข้ามา เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็งเต้านม โรคกระดูกพรุน หลอดเลือดหัวใจอุดตันและอาการสมองฝ่อ เป็นต้น

ดังนั้น เมื่อรู้ตัวว่าคุณเริ่มเข้าสู่วัยทองแล้วก็ควรหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพกันให้ดีตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการรับประทานอาหารที่ให้แคลเซียมสูง ลดอาหารจำพวกไขมันลงเพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจไปพร้อมกันด้วย และที่สำคัญควรเลิกสูบบุหรี่และเลิกดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หากต้องการร่วมเพศควรใช้สารหล่อลื่นก่อนการร่วมเพศเพื่อป้องกันอาการเจ็บปวดบริเวณช่องคลอด รวมถึงควรเข้ารับการตรวจเต้านมและมะเร็งปากมดลูกทุกปีด้วย

ผ้าคลุมเตียง ลายน่ารัก สีสันสดใส
**** มีของพร้อมส่ง ****
ขนาด 6ฟุต ราคา 850 บาท
1ชุดประกอบด้วย***
+1ผ้าคลุมเตียง
+2ปลอกหมอน
🐳🐳ส่งพัสดุธรรมดา 80 ฿ ส่ง EMS + 150 ฿
ผ้าฝ้ายเนื้อดีอย่างหนา งานผ้าปักอย่างดีเลยนะคะ
เนื้อผ้าละเอียดแน่นและเย็นสบาย ปลอกผ้านวมและปลอกหมอนติดกระดุมผ้า ช่วยให้ปลอกไม่เลื่อนหลุด
สินค้าถ่ายจริง ได้รับสินค้าตามแบบคะ ใช้คลุมเตียงเพื่อความสวยงาม กันฝุ่น หรือสามารถใช้ปูแทนผ้าปูที่นอนได้เลยคะ

ผ้าคลุมเตียง

 

 

1-1

วัยทองเป็นช่วงวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายครั้งใหญ่ นับตั้งแต่ได้ก้าวผ่านวัยเยาว์ วัยรุ่นและวัยเจริญพันธุ์มาแล้ว สำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ซึ่งนับเป็นครั้งสุดท้ายนี้ หากผู้ป่วยรู้จักปรับตัวเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นก็ย่อมทำให้ผู้ที่เข้าสู่ช่วงวัยทองสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพมากกว่าที่ควรเป็นได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพร่างกายและจิตใจ อีกทั้งยังทำให้เราสามารถใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสังคมหรือคนหมู่มากได้อย่างมีความสุขเหมือนปกติอีกต่อไปได้ด้วย

วัยทองคืออะไร
โดยปกติแล้ว เมื่อพูดถึงวัยทองหลายคนมักจะเข้าใจกันเสียส่วนใหญ่ว่าวัยทองนั้นเป็นวัยหมดประจำเดือนของผู้หญิงที่มีอายุในช่วงประมาณ 45-55 ปี โดยเฉลี่ยที่อายุ 50 ปี ซึ่งนับเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว เมื่อสตรีเข้าสู่ช่วงวัยนี้รังไข่จะหยุดการทำงานและจะไม่มีการตกไข่อีกต่อไปส่งผลให้หมดประจำเดือน และจะไม่มีการสร้างฮอร์โมนเพศหญิงจากรังไข่อีก เมื่อฮอร์โมนในผู้หญิงที่ชื่อเอสโตรเจนและโปรเอสเตอโรนขาดหายไปก็ย่อมส่งผลให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงและมีผลกระทบต่อสภาวะจิตใจในด้านต่างๆ ตามมา

อาการในสตรีวัยทอง
เมื่อฮอร์โมนเอสโตรเจน(Estrogen) และโปรเอสเตอโรน(Progesterone) ลดระดับลงก็ย่อมส่งผลให้เกิดอาการหลายอย่างตามมาซึ่งแต่ละคนจะมีอาการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันไป บางคนเป็นมากน้อยไม่เท่ากัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่ที่ระดับของฮอร์โมนที่ลดระดับไปด้วย แต่อาการที่เกิดขึ้นก็สามารถหายไปเองได้ แต่โดยเฉลี่ยแล้วอาการจะคงที่ประมาณ 4 ปี โดยมีอาการที่สามารถสังเกตได้อย่างชัดเจนดังนี้
1. ประจำเดือนมาไม่ปรกติ ผู้หญิงที่เริ่มเข้าสู่วัยทองจะเริ่มมีอาการประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ อาจจะมาเร็ว-มาช้าและมากน้อยแตกต่างกันไป
2. ร้อนวูบวาบตามตัว ตามบริเวณร่างกายส่วนบนโดยเฉพาะแก้ม คอและหลังจะแดงและมีอาการร้อนวูบวาบเกิดขึ้น อีกทั้งยังพบว่ามีเหงื่อออกและมีอาการหนาวสั่นในช่วงเวลากลางคืน โดยอาการนี้จะเป็นนานประมาณ 1-5 นาที
3. ปัญหาช่องคลอดและกระเพาะปัสสาวะ เพราะระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงจึงส่งผลให้เยื่อบุช่องคลอดแห้งและบอบบางลงได้ ผู้หญิงวัยทองจึงมักมีอาการเจ็บปวดขณะร่วมเพศอีกทั้งยังมีโอกาสติดเชื้อในช่องคลอดได้บ่อยขึ้น และยังมีปัญหาในด้านของกระเพาะปัสสาวะตามมากล่าวคือผู้ป่วยจะมีอาการกลั้นปัสสาวะเอาไว้ไม่อยู่และเกิดอาการปัสสาวะเล็ดออกมาในเวลาไอหรือจามแรงๆ ได้ด้วย
4. การคุมกำเนิด สำหรับการคุมกำเนิดอย่างน้อยเป็นเวลา 1 ปีหลังจากที่ประจำเดือนครั้งสุดท้ายสิ้นสุดลง สตรีวัยทองบางท่านจะมีความรู้สึกในอารมณ์ทางเพศลดลง ในขณะที่สตรีบางท่านอาจจะมีอารมณ์ความต้องการทางเพศสูงขึ้น
5. นอนหลับยาก มีปัญหาในเรื่องของการนอนหลับคือมักจะนอนหลับยาก หลับไม่สนิท ตื่นนอนเร็วและเป็นไปได้ที่จะตื่นในเวลากลางคืนพร้อมกับมีเหงื่อออกมามาก ในช่วงนี้ผู้ที่เข้าสู่วัยทองมักจะมีอาการเหนื่อยง่ายหรือคนรอบตัวจะสังเกตเห็นว่าผู้ป่วยจะบ่นว่าเหนื่อยอยู่บ่อยๆ

1-2

  1. อารมณ์แปรปรวนง่าย มีการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะอารมณ์อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเครียดง่าย หงุดหงิดง่าย โกรธง่าย ใจน้อย ทำให้ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ง่ายเหมือนเดิม อีกทั้งบางท่านอาจจะมีอาการหลงๆ ลืมๆ วิงเวียนศีรษะและมีอาการซึมเศร้าเกิดขึ้นพร้อมกัน
    7. รูปร่างเปลี่ยนแปลง สัดส่วนอย่างบริเวณเอวจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ไขมันจะสะสมเพิ่มพูนขึ้น กล้ามเนื้อลดลงและผิวพรรณไม่เต่งตึงเพราะเริ่มมีริ้วรอยเหี่ยวย่นมากขึ้น
    8. ปวดตามร่างกาย จะมีอาการปวดตามบริเวณต่างๆ ของร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดตามเนื้อตามตัวและความจำมีประสิทธิภาพเสื่อมลง
    9. เกิดปัญหาผิวพรรณ ผิวหนังมีความบอบบางลง ผิวแห้งและเกิดเป็นแผลได้ง่าย จะมีอาการคันตามผิวหนังอีกทั้งยังเกิดผื่นแพ้ได้ง่ายอีกด้วย
    10. ปัญหาเส้นผม เส้นผมจะมีสภาพหยาบแห้งกระด้าง ผมหลุดร่วงบางลง สภาพผมไม่เงางามดกดำอีกต่อไป
    11. ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ มีอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อในร่างกาย อีกทั้งยังมีอาการปวดตามข้อและกระดูก นอกจากนี้ กระดูกยังเปราะบางมีโอกาสหักง่ายในเวลาที่ลื่นหกล้ม ดังนั้น จึงต้องระมัดระวังในขณะเดินไปพร้อมกัน

วัยทองกับโอกาสของการเกิดโรค
นอกจากนี้แล้ว ผู้ที่เข้าสู่วัยทองล้วนมีโอกาสเกิดโรคต่างๆ ได้ง่ายกว่าวัยอื่น โดยเฉพาะโรคหัวใจ โรคกระดูกพรุนและโรคมะเร็งเต้านม ขณะเดียวกัน ผู้ป่วยวัยนี้อาจจะไม่มีใครรู้ตัวล่วงหน้าว่าจะเกิดโรคดังกล่าวขึ้นกับตนเอง แต่สามารถพิจารณาจากปัจจัยความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไปพร้อมกันได้ โดยส่วนใหญ่ขึ้นอยู่ที่พฤติกรรมการดำเนินชีวิต เช่น การพักผ่อน การรับประทานอาหาร สภาวะความเครียดที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจและร่างกาย รวมทั้งช่วงวัยของผู้เข้าสู่วัยทองที่มีระดับฮอร์โมนในร่างกายลดลง

เมื่อทราบกันดีแล้ว สำหรับช่วงวัยของอายุที่จะพาเราเข้าสู่วัยทองสำหรับใครที่ยังมีโอกาสดูแลใส่ใจตัวเองก่อนวัยทองจะมาเยือนก็ควรรีบเสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงกันตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะหากอาการของวัยทองมาเยือนแล้ว เราจะได้มีอาการเปลี่ยนแปลงในสภาวะร่างกายและจิตใจที่ไม่แย่อย่างควรจะเป็น การดูแลตัวเองก็ง่ายๆ เพียงหันมารับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ นอนพักผ่อนให้เพียงพอและที่สำคัญควรปรับสภาพจิตใจให้ผ่อนคลาย ไม่เครียด เพราะหากเราหมั่นทำใจปล่อยวาง ทำใจให้สบายๆ อยู่บ่อยๆ เมื่ออาการวัยทองเล่นงานอารมณ์ของเราก็จะนิ่งไม่ทุกข์ไม่ร้อนตามมากเกินไป เท่านี้เราก็สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขอย่างแตกต่างจากวัยทองคนอื่นๆ ได้แล้วค่ะ

ผ้าห่มนาโน ขนาด 4 ฟุต
———–🎉🎉🎉—————🎉🎉🎉—————-
🌞ผ้าห่มนาโนขายส่งใกล้หมดโปรยกกระสอบละน้า -31 ธ.ค. เท่านั้นจร้า
🌞ขายส่งผ้าห่มนาโน 4 ฟุต ขนาด 120*200ซม. ห่มแนบเนื้อ นุ่มนิ่ม
🌞ลายน่ารัก น่าใช้ มาใหม่เรื่อยๆจร้า
🌞พกพาสะดวก มีกระเป๋าทุกผืนเลย
🌞ซื้อป็นของฝาก หรือของขวัญให้คนพิเศษได้ทุกเทศกาลเลยจร้า
🌞ผ้าห่มนาโนราคาส่ง ราคาเบาๆที่ใครๆก็ซื้อได้ ทักมาสิค้า
————-🎉🎉🎉——————🎉🎉🎉————-

ผ้าห่มนาโนขายส่ง

การแต่งหน้ากับความรัก

แต่งหน้า…ความรัก…หลายคนคงจะงงว่า ระหว่างสองสิ่งนี้มันเกี่ยวอะไรกัน??? แต่ถ้าพูดว่า ความรักทำให้ผู้หญิงสวยขึ้น ก็คงนึกภาพกันออกใช่มั้ยคะ ถูกต้องค่ะ ความรักมักทำให้ผู้หญิงสวยขึ้น เพราะรู้จักแต่งเนื้อแต่งตัวให้ดูดีขึ้น แต่งหน้าให้ดูสวยสดใส พูดง่าย ๆ ก็คือ พยายามปรับปรุงดูแลตัวเองให้ดีขึ้น เป็นที่ประทับใจต่อชายคนพิเศษที่หญิงสาวต้องการสื่อไปถึง แต่ความสวยงามบนใบหน้าของหญิงสาว จะเปล่งประกายได้ก็ต่อเมื่อชายหนุ่มผู้นั้นมองเห็นถึงคุณค่าในความสวยงามนั้นที่ปรากฏแก่สายตาจากตัวหญิงสาว

6-1

เคยมั้ย พอแต่งหน้าในแบบที่เราคิดว่าสวยงามเต็มที่แล้ว ขนาดที่คาดหวังว่าเมื่อชายคนรักเห็นแล้วจะต้องประทับใจแน่ ๆ แต่ผิดคาด กลับไม่ประทับใจ ปราศจากซึ่งคำชม มิหนำซ้ำ ยังพูดจาไม่รักษาน้ำใจ คอยแต่จะซ้ำเติมว่าแต่งอย่างไรก็ไม่สวย อย่าพยายามอีกเลย และถ้อยคำอื่น ๆ มากมายที่ล้วนแล้วแต่บั่นทอนกำลังใจของหญิงสาวคนหนึ่งที่พยายามจะทำให้ตนเองสวยเพื่อชายอันเป็นที่รัก แต่กับชายหนุ่มอีกคน กลับเห็นคุณค่าในสิ่งที่หญิงสาวคนรักพยายามทำ ถึงแม้จะแต่งออกมาแล้วดูไม่สวยงามนัก ดูตลกในสายตาคนรอบข้าง แต่ชายหนุ่มกลับเอ่ยปากชม เพียงเท่านี้ ก็เป็นกำลังใจให้กับหญิงสาวได้พยายามเรียนรู้ที่จะปรับปรุงสไตล์การแต่งหน้า การแต่งตัวให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อสามารถแต่งได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้วก็จะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจให้กับทั้งตัวหญิงสาวเองและชายคนรัก โดยตัวชายหนุ่มจะมีความภาคภูมิใจในสิ่งที่หญิงสาวคนหนึ่งพยายามทำเพื่อตัวเค้าได้มากขนาดนี้ ส่วนฝ่ายหญิงเองก็ภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของหัวใจของผู้ชายที่นิสัยดี ถนอมน้ำใจคนรัก คอยให้กำลังใจและอยู่เคียงข้างกันเสมอมา

และนี่ก็คือที่มาของความหมายนิยามที่ว่า ความสวยที่เปล่งประกาย ซึ่งเปรียบเสมือนการที่หญิงสาวแตะแต้มตัวชิมเมอร์ลงบนผิวหน้าหรือผู้กายเพื่อให้เกิดประกายระยิบระยับ ถ้าชายคนรักเป็นคนที่ไม่ละเอียดอ่อน ไม่เข้าใจถึงความสวยงามที่หญิงสาวต้องการสื่อ มองว่าทาไปทำไม เพื่ออะไร ดูเหมือนลิเกเชียว ความสวยงามก็จะไม่เปล่งประกายออกมาจากตัวหญิงสาว แต่ในทางกลับกัน ถ้าชายผู้นั้นเป็นคนที่ละเอียดอ่อน รู้สึกว่าหญิงสาวตรงหน้ามีความสวยงามจากประกายสะท้อนของชิมเมอร์ รับรู้ได้ถึงความสวยงามที่ฝ่ายหญิงต้องการสื่อถึงแล้วล่ะก็ความสวยงามก็จะเปล่งประกายออกมาจากตัวหญิงสาวทันที

เห็นมั้ยคะว่า การแต่งหน้าของผู้หญิงก็เป็นสิ่งที่สามารถพิสูจน์ถึงจิตใจของชายหนุ่มที่เรารักได้ ว่าเค้ารู้สึกหรือคิดกับเราในแง่ใด ถ้าผู้หญิงคนหนึ่งต้องตัดสินสินใจเลือกระหว่างผู้ชายสองคน ที่จะให้โอกาสได้เข้ามาดูแลหัวใจและชีวิตในอนาคต ก็แน่นอนว่าก็ต้องเลือกคนที่เห็นคุณค่าในตัวเราอย่างแท้จริง ไม่ใช่รักหรือชอบเพราะรูปกายภายนอกที่สวยงามเท่านั้น แต่ต้องมองลึกเข้าไปถึงนิสัยใจคอ ความรู้สึกนึกคิด ทัศนคติ และอะไรอีกหลายอย่างที่เป็นองค์ประกอบในการใช้ชีวิตคู่ เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว สาว ๆ ก็อย่าลืมนำไปลองใช้ทดสอบหัวใจของชายหนุ่มกันดูนะคะ แล้วจะรู้ซึ้งถึงความรู้สึกที่ว่า ความรักที่ทำให้ความสวยงามเปล่งประกาย นั้นเป็นเช่นไร

คิ้วคือมงกุฏของหน้า คิ้วสวยหน้าเป้ะ etude อีทูดี้

เครื่องสำอางเกาหลีพร้อมส่งคลิกเลยจ้า www.molykorea.com

เครื่องสำอางเกาหลี อีทูดี้

 

 

แต่งหน้าสวยไม่พอ..ต้องเช็ควันหมดอายุของเครื่องสำอางให้เป็นด้วยนะ!

ผู้หญิงกับเครื่องสำอางเป็นของคู่กัน…เป็นคำกล่าวที่ไม่ผิดไปจากความเป็นจริงเลย เพราะสาว ๆ เวลาเห็นเครื่องสำอางออกใหม่โดยเฉพาะปัจจุบันนี้ มีการพัฒนาแพ็คเกจจิ้งของเครื่องสำอางให้ดูหรูหรา สวยงาม ก็ยิ่งดึงดูดความสนใจจากสาว ๆ ได้มากทีเดียว แบบเห็นแล้วรู้สึกอยากมีไว้ในครอบครองขึ้นมาทันที ต้องรีบไปหาซื้อมาให้ได้ ทั้งที่บางคนมีเครื่องสำอางอยู่ในสต๊อกล้นหลามอยู่แล้ว ก็ยังไปซื้อมาเก็บไว้อีก ทำให้จำนวนเครื่องสำอางมากเกินไปจนใช้กันไม่ทันเลยทีเดียว และปัญหาที่เกิดขึ้นตามมา ก็คือ เครื่องสำอางหมดอายุก่อนที่จะทันใช้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สาว ๆ มักจะมองข้าม  โดยทางแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ ท่าน ก็ออกมาเตือนอยู่เสมอว่า การใช้เครื่องสำอางหมดอายุเป็นเรื่องที่อันตรายมากเพราะอาจเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาผิวหน้าตามมา ไม่ว่าจะเป็น สิว ฝ้า กระ ผื่น ผิวหนังอักเสบ และอาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะส่วนอื่นที่อยู่บนใบหน้า เช่น ดวงตา ปาก เป็นต้น

5-1

สาเหตุการเสื่อมอายุของเครื่องสำอาง ได้แก่ มีการสัมผัสกับฝุ่นละอองในอากาศ ความร้อนจากแสงแดดหรืออุณหภูมิในการเก็บรักษาไม่เหมาะสม ปัจจัยจากความชื้น หรือแบคทีเรียที่ปนเปื้อนอยู่ตามนิ้วที่ใช้ทาเครื่องสำอาง และเข้าไปสะสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ และเครื่องสำอางที่เชื่อถือได้ควรจะระบุวันเดือนปีที่ผลิต รวมถึงวันหมดอายุของผลิตภัณฑ์เอาไว้ด้วย

สำหรับวิธีตรวจสอบความเสื่อมสภาพของเครื่องสำอางเบื้องต้นนั้นสามารถตรวจสอบได้จากการสังเกตุสีและกลิ่นหากเครื่องสำอางว่ามีการเปลี่ยนสภาพ เปลี่ยนสี หรือเปลี่ยนกลิ่น ที่ผิดปกติไปหรือไม่ ถ้ามีให้ทิ้งทันที เนื่องจากแสดงว่าเครื่องสำอางนั้นเสื่อมสภาพแล้ว เกี่ยวกับเรื่องนี้ สาว ๆ ต้องมีการสังเกตด้วยตัวเองว่าเครื่องสำอางที่ใช้อยู่นั้นหมดอายุหรือยัง วันนี้จึงจะมาแนะนำเกี่ยวกับวิธีการสังเกตุสภาพเครื่องสำอางหลัก ๆ ที่เรามักจะใช้เป็นประจำ ดังต่อไปนี้

1.มาสคาร่า ส่วนใหญ่จะเสื่อมสภาพภายใน 3 เดือน นับจากเปิดบรรจุภัณฑ์ เนื่องจากจะมีแบคทีเรียไปสะสมอยู่ตรงบริเวณแปรงปัดขนตา และจะมีเมื่อระยะเวลาผ่านไปเนื้อมาสคาร่า ก็จะจับตัวกันเป็นก้อน เวลาปัดขนตาก็อาจจะทำให้เป็นก้อนติดอยู่ที่ขนตา ดังนั้น ถ้ารู้สึกว่าเนื้อครีมแข็งตัวหรือเป็นก้อนมากผิดปกติก็ควรหยุดใช้และทิ้งทันที

5-2

2.รองพื้น หากเป็นชนิดเหลว จะหมดอายุภายใน 1 ปีหลังจากเปิดใช้ ถ้ามีการเสื่อมสภาพจะมีสีที่เปลี่ยนไป มีลักษณะคล้ายตกตะกอน มีการแบ่งชั้นระหว่างชั้นน้ำมันและเนื้อครีม โดยเราสามารถยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้นได้โดยปิดฝาให้สนิทแล้วเก็บรักษาไว้ในตู้เย็น

3.แป้งฝุ่นทาหน้าหรือบลัชออน จะหมดอายุภายใน 2 ปีหลังจากเปิดใช้ ถ้ามีการเสื่อมสภาพจะมีสีที่เปลี่ยนไป เนื้อแป้งจะไม่ประสานกัน เมื่อทาลงบนผิวหน้าแล้ว จะไม่เป็นเนื้อเดียวกับผิว โดยสามารถยืดอายุการใช้งานด้วยการใช้แปรงปัดแทนการใช้นิ้วมือสัมผัสโดยตรง

4.อายไลเนอร์ ส่วนใหญ่จะหมดอายุภายใน 2 ปีหลังจากเปิดบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะถ้าหากเป็นอายไลเนอร์ชนิดน้ำจะมีอายุเพียงแค่ 3-6 เดือนเท่านั้นหลังจากเปิดใช้ ถ้ามีการเสื่อมสภาพจะมีสีและกลิ่นที่เปลี่ยนไป

5-3

5.ลิปสติก ลิปสติกเป็นไอเทมที่สาวๆ ซื้อมาครอบครองเป็นกรุไม่น้อยเลยทีเดียว และจะหมดอายุภายใน 2 ปีหลังจากเปิดใช้ครั้งแรก โดยเฉพาะแบบจิ้มจุ่มจะเสื่อมสภาพเร็วเพราะง่ายต่อการสะสมของแบคทีเรียที่หัวแปรงจุ่ม ถ้ามีการเสื่อมสภาพจะมีสีและกลิ่นที่เปลี่ยนไปซึ่งจะสังเกตถึงความผิดปกติได้ง่ายสำหรับลิปสติก โดยเราสามารถยืดอายุการใช้งานของลิปสติกให้นานขึ้นโดยปิดฝาให้สนิทแล้วเก็บไว้ในตู้เย็น

ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางการประเมินในเบื้องต้นเท่านั้น ถ้าจะให้แน่นอนและปลอดภัยจริง ๆ ก็ควรจะเลือกซื้อเครื่องสำอางยี่ห้อที่น่าเชื่อถือ มีบ่งชี้ถึงวันผลิตและวันหมดอายุอย่างชัดเจน มี อย. รับรอง และไม่ควรซื้อมาเก็บไว้ในปริมาณมาก รวมถึงถ้าผลิตภัณฑ์หมดอายุแล้วก็ควรทิ้งไป อย่าเก็บไว้ใช้ต่อเพียงเพราะเสียดาย ถ้าเช่นนั้นแล้ว ผลที่ได้รับไม่คุ้มค่าแน่ ๆ เพราะนอกจากผิวหน้าจะพังแล้ว คุณยังต้องเสียเงินไปกับค่ารักษาอีกด้วย เผลอๆ แพงกว่าค่าเครื่องสำอางที่คุณเสียดายจนไม่ยอมทิ้งเสียอีก

 

มาแต่งหน้าลดอายุกันเถอะ

ทุกวันนี้ การแต่งหน้าถือเป็นกิจวัตรประจำวันที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับผู้หญิงสมัยนี้ เรียกได้ว่า ถ้าต้องออกไปข้างนอกบ้านหรือต้องออกไปพบปะผู้คน ถ้าไม่ได้แต่งหน้าแล้วล่ะก็จะรู้สึกขาดความมั่นใจกันเลยทีเดียว แต่น้อยคนที่จะคิดว่าบางครั้งการแต่งหน้าก็อาจจะเป็นการทำร้ายผิวทางอ้อมได้เช่นกัน อันเนื่องมาจากเกิดการสะสมของเครื่องสำอางค์ที่ตกค้างอยู่บนผิวหน้า ดังนั้น วันนี้จึงจะมานำเสนอเกี่ยวกับวิธีการดูแลผิวหน้าสำหรับสาว ๆ ที่รักการแต่งหน้าเป็นชีวิตจิตใจ ว่าจะแต่งอย่างไรไม่ให้หน้าดูแก่ก่อนวัย

4-1

– พักผิวหน้าบ้างก็ได้นะ ถ้าไม่ได้ออกจากบ้านไปไหน ก็ไม่จำเป็นต้องแต่งหน้าหรอก เพื่อให้ผิวหน้าได้พักผ่อน ให้รูขุมขนได้มีโอกาสหายใจบ้าง เพราะจะช่วยยืดอายุหนังหน้าไปได้อีก ไม่ต้องโดนทำร้ายจากเครื่องสำอางตลอด 24 ชั่วโมง

– ลิปสติกนั้นจัดเป็นไอเท็มหลักของสาว ๆ เลยก็ว่าได้ ควรที่จะเลือกใช้ลิปสติกที่มีสีสันสดใส ไม่ควรเลือกใช้ลิปสติกสีเข้มทำให้ใบหน้าของคุณดูแก่กว่าอายุจริง สีที่แนะนำ คือ ชมพู หรือสีนู้ด และเลือกใช้ลิปสติกเนื้อออกแนวซาตินหรือกำมะหยี่ที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวล ทำให้ริมฝีปากดูฉ่ำแต่ไม่มันเยื้ม แทนการใช้ลิปสติกเนื้อแมตต์หรือเนื้อกลอสที่มีความมันวาวสูง ก็จะทำให้ดูสวยแบบอ่อนเยาว์ไปได้หลายปีเลยค่ะ

– อายไลน์เนอร์สีเบจถ้าใช้เขียนขอบตาด้านใน จะทำให้ดวงตาดูกลมโต สดใส ไร้เดียงสาขึ้น ช่วยทำให้ใบหน้าดูสดชื่นขึ้น ลองใช้อายไลน์เนอร์แบบดินสอสีเบจเขียนขอบตาด้านในดู จะช่วยสร้างพื้นที่สีขาวของดวงตาให้ดูมีเพิ่มขึ้น เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ทำให้ดวงตาดูสดใสกลมโตขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งบิ๊กอายส์ให้เหนื่อยใจ

4-2

– อย่ากรีดตาให้ดูคมชัดจนเกินไป ซึ่งให้ดูเป็นผู้หญิงดุ แทนที่หนุ่ม ๆ จะเข้าหา กลับกลายเป็นว่าไม่กล้าเข้าใกล้ไปซะงั้น ลองใช้แปรง หรือคอตตอนบัด ซับตรงเส้นอายไลน์เนอร์ที่ขอบตาบนซึ่งคุณเพิ่งเขียนลงไปให้ดูเบลอ ๆ ฟุ้งๆ ขึ้นเล็กน้อย เสมือนว่าเขียนแบบไม่จงใจ ความคมเข้มของเส้นที่ลดลงจะทำให้ใบหน้าดูซอฟท์และอ่อนเยาว์ลงค่ะ

– ไม่เขียนขอบปากชัดเจนจนเกินไป ช่วยลดอายุได้อีกเป็นกระบุงโกย วิธีการนี้นอกจากจะใช้ได้ดีกับเส้นอายไลน์เนอร์แล้ว ยังใช้กับเส้นลิปไลน์เนอร์หรือเส้นขอบปากได้เป็นอย่างดีอีกด้วย มีขั้นตอนง่าย ๆ ค่ะ ก็คือหลังจากเขียนขอบปากและลงลิปสติกเรียบร้อยแล้ว ให้ใช้ปลายนิ้วแตะซับไปรอบ ๆ ขอบปาก เพื่อให้รอยของดินสอเขียนขอบปากดูจางลง ก็จะได้เรียวปากที่ดูนุ่มนวลเป็นธรรมชาติสุด ๆ หลักการคือ อย่าให้เห็นเส้นขอบปากชัดเกินไปนั่นเอง ทำเส้นขอบปากให้ดูกลืนๆกับผิวโดยรอบเข้าไว้ ก็จะช่วยลดอายุได้อีกเยอะ

– ไม่ควรทาอายแชโดว์ที่ผสมชิมเมอร์มากเกินไป เพราะอาจทำให้ดวงตาดูบวมและคล้ำกว่าเดิมและ ดูระยิบระยิบเว่อร์ ออกแนวนางเอกลิเกไป

Attractive Caucasian woman having make-up applied by a professional. Shallow depth of field. Focus on eye and brush tip.

– การทารองพื้นก็เป็นเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ เลยนะคะคุณสาว ๆ ว่าจะทาอย่างไรให้ออกมาดูดี ไม่วอกจนได้ฉายาเจ๊หน้าขาวคอดำ ก็ควรเลือกใช้ครีมรองพื้นที่มีเนื้อบางเบา ให้ความปกปิดดูเนียนเรียบอย่างเป็นธรรมชาติ การเลือกรองพื้นผิดจะทำให้ผิวของคุณดูแก่ขึ้นได้มาก ถ้าเลือกไม่ดีไม่เข้ากับสีผิวนอกจากจะไม่ช่วยปกปิดแล้วยังทำให้ริ้วรอยที่มีอยู่ถูกเน้นให้เห็นเด่นชัดกว่าเดิมเข้าไปอีก การลงรองพื้นที่หนาเกินความพอดี ถ้าตบแป้งลงไปก็จะดูแห้ง ๆ แตก ๆ เนื้อครีมไม่ผสานกับผิวหน้า ผิวก็ดูไม่มีน้ำมีนวลเป็นธรรมชาติ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก้ควรเปลี่ยนมาใช้รองพื้นเนื้อบางเบาแทน เพื่อที่จะได้แต่งหน้าให้เป็นในลุคใส ๆ สบาย ๆ ไม่ใช่แต่งออกมาแล้ว เมื่อเวลาฉีกยิ้มที แป้งแตกระแหงร่วงหลุดออกมาให้ช้ำใจซะเปล่า ๆ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้นที่หยิบยกขึ้นมาให้สาว ๆ ได้ลองนำไปปฏิบัติกันดูตามความเหมาะสม แต่ละคนก็อาจมีเทคนิคหรือวิธีการที่แตกต่างกันออกไป แต่สุดท้ายจุดมุ่งหมายหรือผลลัพท์ที่ต้องการเหมือน ๆ กันคือ ความสวยงามของใบหน้าอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด แต่ก็อย่าลืมให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาผิวหน้ากันด้วยนะคะ

เทคนิคเสริมในการแต่งหน้า อยากสวยไม่มีสะดุด..ห้ามพลาด!

สำหรับสาว ๆ ที่รักการแต่งหน้านั้น วันนี้เรามีวิธีการแต่งหน้าที่ถือเป็นเทคนิคที่ช่วยเสริมในการแต่งหน้าอีกขั้นหนึ่ง เพื่อช่วยให้การแต่งหน้ามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนอกเหนือไปจากการแต่งหน้าแบบปกติ เนื่องจากว่าองค์ประกอบของใบหน้าแต่ละคนไม่เหมือนกัน มีจุดเด่นและข้อบกพร่องบนใบหน้าที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะข้อบกพร่องที่จำเป็นต้องอาศัยเทคนิคเสริมในการแต่งหน้า เพื่อช่วยในการอำพรางทำให้ใบหน้ามีความสวยอย่างสมบูรณ์แบบภายหลังจากผ่านการแต่งแต้มสีสันบนใบหน้าแล้ว ซึ่งก็มีวิธีการง่าย ๆ ดังต่อไปนี้

3-1

การลงครีมรองพื้นอันดับแรกแต้มครีมรองพื้น 5 จุด บริเวณหน้าผาก จมูก แก้ม 2 ข้าง และคาง หลังจากนั้นเกลี่ย    ครีมให้ทั่วใบหน้าจนเนียนเรียบ และหากคุณสาว ๆ ต้องการลงรองพื้นแบบเบาบาง ก็สามารถใช้ฟองน้ำเกลี่ยเนื้อครีมได้ สำหรับการจับฟองน้ำที่ถูกต้องคือ ให้ใช้นิ้วกลางเป็นแกนหลัก ในการกดฟองน้ำให้สัมผัสกับผิวหน้า ในลักษณะคล้ายกับสปริง กดซับให้ทั่วใบหน้าจนกว่าจะเนียนเรียบ แต่หากต้องการการปกปิดแบบมีประสิทธิภาพให้ใช้นิ้วมือในการเกลี่ย ซึ่งเราสามารถเลือกวิธีการได้ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

การลงไฮไลท์…ให้ใช้ครีมรองพื้นที่ใช้ทาบริเวณรอบดวงตาชนิดแท่ง ที่มีสีอ่อน ลากเส้นไปตามบริเวณที่ต้องการเสริมให้โดดเด่น ได้แก่ ใต้ดวงตาที่อาจจะลงเพื่อปกปิดรอยคล้ำ สันจมูก โหนกคิ้ว ร่องแก้ม และคาง โดยใช้ปลายนิ้วกลางหรือนิ้วนางในการเกลี่ย เนื่องจากจะมีสัมผัสที่เบา โดยให้เกลี่ยเนื้อครีมเบาๆ จนกระทั่งเนื้อครีมเรียบกลมกลืนไปกับผิว ทั้งนี้ปลายนิ้วยังมีคุณสมบัติในเรื่องของความอบอุ่น และยังช่วยลดปัญหาการที่ทารองพื้นแล้วเป็นคราบได้ดี

3-2

การทาแป้งฝุ่นใช้พัฟฟ์แตะแป้งฝุ่นแล้วนำมากดซับบนใบหน้าให้ทั่ว โดยใช้นิ้วกลางเป็นตัวลงน้ำหนักเพียงเบาๆ หากต้องการลงแป้งผุ่นแบบเบาบาง ให้ใช้พู่กันปลายใหญ่จุ่มแป้งฝุ่น เคาะแปรงเพื่อให้แป้งส่วนเกินหลุดออก ปัดให้ทั่วใบหน้าแทนการใช้พัฟฟ์ หลังจากลงแป้งฝุ่นเรียบร้อยแล้ว ให้ใช้พู่กันปลายใหญ่ปัดแป้งฝุ่นส่วนเกินออกให้หมดทุกครั้ง การลงแป้งฝุ่นควรลง 2 สี เพื่อเสริมสร้างมิติบนใบหน้าให้ดูเด่นชัดมากขึ้น คือ ใช้แป้งฝุ่นสีอ่อน บริเวณกึ่งกลางใบหน้าหรือจุดที่มีการลงไฮไลท์ตามด้วแป้งฝุ่นสีเข้ม สีกลางๆ บริเวณกรอบหน้าหรือจุดที่มีการเฉดดิ้ง

การเขียนคิ้วควรกันคิ้วให้ได้รูปก่อนเขียนคิ้วทุกครั้งเริ่มเขียนจากหัวคิ้วไปจนถึงหางคิ้วโดยให้ส่วนหัวคิ้วตรงกับหัวตา จุดสูงสุดของคิ้ว ตรงกับขอบตาดำด้านนอก และความยาวของคิ้วให้ใช้พู่กันวางทาบจากปีกจมูกผ่านหางตาขึ้นมาใช้พู่กันปลายตัดแต้มที่ทาตาแบบฝุ่นสีเดียวกับดินสอบเขียนคิ้วเกลี่ยทับเส้นคิ้ว โดยให้หัวคิ้ว สีอ่อนกว่าหางคิ้วเกลี่ยให้สีจากดินสอเขียนคิ้วเป็นเนื้อเดียวกันกับที่ทาตาแบบฝุ่นให้เป็นธรรมชาติที่สุด สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรเขียนคิ้วให้มีความยาวมากเกินไป รวมถึงไม่ควรลงสีคิ้วจนเข้มเกินไป

3-3

การลงเฉดดิ้งใช้ครีมรองพื้นหรือปกปิดริ้วรอยชนิดแท่ง ที่มีสีเข้ม ป้ายไปตรงบริเวณที่ต้องการปกปิด เช่น รอยปาน กระ รอยแผลเป็น รวมถึงบริเวณจมูก เพื่อเสริมให้สันจมูกดูเด่นขึ้น จากนั้นให้ใช้นิ้วมือเกลี่ยให้เนียนกลมกลืนกับผิว แต่หากต้องการแก้ไขรูปหน้าให้ดูเรียวขึ้น ให้ลากแท่งครีมในลักษณะเป็นเส้นไปตามแนวขากรรไกร ปีกจมูก คาง หรือหน้าผาก แล้วใช้ฟองน้ำเกลี่ยให้กลมกลืนทั่วบริเวณนั้นๆ ควรตรวจสอบให้แน่ใจทุกครั้งว่า บริเวณที่เฉดดิ้งไม่ทิ้งรอยคราบเป็นเส้นเด่นชัด ถ้ามีควรเกลี่ยให้กลมกลืนก่อนจะทำการแต่งหน้าในขั้นตอนต่อไป

การทาลิปสติกในการทาลิปสติกที่ดีนั้น ไม่ควรทาจากแท่งโดยตรง เพราะจะทำให้ดูหนาเกินไป ควรใช้พู่กันแต้มเนื้อลิปสติกอีกที แล้วทาปากระบายลิปสติกโดยเริ่มจากภายในขอบปากที่วาดไว้ จะเป็นการทาจากมุมปากล่าง เข้ามาที่ส่วนกลางของริมฝีปาก จากนั้น ทาลิปสติกที่ริมฝีปากบน โดยเริ่มจากมุมปากเข้ามาที่ส่วนกลางเช่นกัน สีลิปสติกที่ใช้ควรเป็นสีเดียวกับดินสอเขียนขอบปากเพื่อให้เกลี่ยได้กลมกลืนเป็นธรรมชาติมากขึ้นและดูไม่หลอกตา

ทั้งหมดที่นำเสนอมา เป็นเทคนิคที่สาวๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ไม่อย่างยากเย็นนัก ด้วยความรู้ในการแต่งหน้าที่ผู้หญิงอย่างเรา ๆ ควรจะต้องเรียนรู้ไว้ ผนวกเข้ากับพรสวรรค์ในการผสมผสานสีสันบนใบหน้าซึ่งนำมาสู่การแต่งหน้าอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด เพราะตัวเราเองย่อมที่จะรู้ดีว่าการแต่งหน้าแบบใดที่เหมาะสมกับบุคลิกลักษณะของตัวเองมากที่สุด เมื่อนั้นเราก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากการแต่งหน้าได้อย่างเต็มที่ เพียงเท่านี้คุณก็จะมีใบหน้าที่สวยมีเสน่ห์จนคนรอบตัวหลงใหลแล้วค่ะ